6.3.2   ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม  หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดและวางแผน ในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจในการดำเนินเศรษฐกิจ ทั้งหมดเอกชนไม่มีเสรีภาพในการตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

                                6.3.3  ระบบเศรษฐกิจแบบผสม  ระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาและข้อบกพร่องของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและแบบสังคมนิยม โดยจะมีทั้งการใช้กลไกราคา เป็นการกำหนดและการวางแผนมาจากรัฐบาลส่วนกลาง กล่าวคือ มีทั้งส่วนที่ปล่อยให้เอกชน ตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเอง  และส่วนที่รัฐบาลพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุม     และวางแผนการทำกิจกรรม

ต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ

                   6.4      ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

                                ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบผสม และค่อนไปทางเสรีนิยมมากขึ้น จะเห็นได้ว่าจากการที่รัฐบาลได้ให้โอกาสเอกชนมีเสรีภาพทำกิจกรรมทางธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งเอกชนก็จะตัดสินใจโดยอาศัยกลไกราคาเป็นเครื่องมือ แต่กิจกรรมทางธุรกิจในบางลักษณะก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการควบคุมหรือดำเนินการโดยรัฐ เช่น กิจการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน เป็นต้น

                                อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ.1800-1892) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มีการส่งเสริมให้มีการค้าโดยเสรีและกว้างขวาง พอมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา(พ.ศ.1893-2310)จะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบศักดินา ทำการเกษตรเป็นพื้นฐาน ประชาชนทำการผลิตแบบพอยังชีพ รายได้หลักของรัฐบาลมาจากส่วยและภาษีอากร และเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2398) โดยลักษณะระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบก้ำกึ่งกัน ระหว่างเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ และเศรษฐกิจแบบตลาด กล่าวคือมีการทำการเกษตรเพื่อบริโภคเองและทำเกษตรเพื่อการค้า แต่การทำเพื่อการค้าจะเป็นลำดับรอง นอกจากการทำการเกษตรแล้ว ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนี้ หลังช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองระหว่าง พ.ศ.2475-2504 ระบบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากประเทศไทยได้เปิดการค้าเสรีกัน ประเทศตะวันตกตามข้อตกลงใน “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” เป็นผลให้พลังการผลิตไม่พัฒนา และไม่สามารถจะแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้าทั้งหลายได้ ผลผลิตที่พอจะก้าวหน้าและมีคุณภาพสูง ก็ถูกจำกัดด้วยนายทุนต่างชาติและนายทุนเหล่านั้นสามารถควบคุมเศรษฐกิจไทยได้ นอกจากนี้ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2488) สิ้นสุดลง ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการเช่น ปัญหาการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศและปัญหาจากการที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาสมบูรณ์แบบกับประเทศอังกฤษ ดังนั้นในช่วงนี้ประเทศไทยได้มีการแก้ปัญหา โดยได้มีการออกกฎหมายควบคุมราคาสินค้า ห้ามกักตุนสินค้าให้ใช้ของที่ผลิตขึ้นในประเทศ มีการเปิดธนาคารของคนไทยเพิ่มมากขึ้น และให้ธนาคารเป็นแหล่งเงินทุนไปทำธุรกิจ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมและการขยายตัวของทุนนิยมโดยรัฐ เช่น รัฐเข้ามาส่งเสริมให้มีการประกอบการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม สาธารณูปโภค ฯลฯ ส่งเสริมให้คนไทยมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น มีการสงวนอาชีพบางประเภทไว้ให้คนไทย ส่วนด้านอุตสาหกรรม รัฐบาลก็จะเข้าไปดำเนินการเอง