ประเภทของสถาบันการเงิน

                สถาบันการเงินแบ่งออกเป็น  3  ประเภท  ดังนี้

                1.  ธนาคารกลาง  หรือธนาคารแห่งประเทศไทย  มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ  ดูแลเงินสำรองระหว่างประเทศ  ควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และออกธนบัตรของรัฐบาล  ควบคุมปริมาณเงินของประเทศ

                2.  ธนาคารพาณิชย์  ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์  พ.ศ.  2505 กล่าวว่าธนาคารพาณิชย์คือสถาบันผู้ประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินและจ่ายคืนเมื่อทวงถามเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้  และให้บริการกู้ยืม  ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ  ซื้อลดตั๋วเงิน  และบริการอื่น ๆ  เช่น  เช่าตู้นิรภัย  บัตรเครดิต  บัตร  ATM  บริการจ่ายเงินค่าสาธารณูปโภค  เป็นต้น

                3.    สถาบันการเงินอื่น ๆได้แก่สถาบันการเงินที่มีวัตถุประสงเฉพาะอย่างได้แก่ธนาคารออมสินเป็นของรัฐบาล  บริการรับฝากเงินแล้วให้รัฐบาลกู้โดยวิธีการซื้อพันธบัตร  ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ธนาคารเพื่อกาเกษตรและสหกรณ์  ทำหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินงานด้านเกษตรและสหกรณ์โดยเฉพาะ  บริษัทเงินทุนของเอกชน  รับฝากเงินก้อนใหญ่และให้กู้เงินเพื่อการค้า  การบริโภค การเคหะ  และอุตสาหกรรม  สหกรณ์การเกษตร  สหกรณ์ออมทรัพย์ และบริษัทประกันภัยก็เป็นแหล่งรวบรวมเงินทุนโดยมีผลตอบแทนให้แก่ผู้เอาประกันตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

 

กิจกรรมที่  35

                ให้ผู้เรียนช่วยกันอภิปรายกลุ่มใหญ่ว่าสถาบันการเงินแต่ละประเภทมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้เรียนอย่างไร

 

เรื่องที่  6  นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ

                นโยบายทางเศรษฐกิจ  หมายถึง  กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคลหรือคณะบุคคล  โดยมีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจที่ได้ตั้งไว้

                นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  ดังต่อไปนี้

                1.  นโยบายการเงิน  หมายถึง  นโยบายเกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการต่างๆ  ในการกำหนดและควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อ  ให้มีความเหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นของระบบเศรษฐกิจ  ได้แก่  การรักษาเสถียรภาพของราคา  การส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น  การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม  การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการชำระเงินระหว่างประเทศ  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

                (1)  นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย  เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืดของรัฐบาล  โดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจในขณะนั้น  ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจการซื้อให้ประชาชน  เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว  ทำให้ระดับสินค้าสูงขึ้น  จูงใจให้ลงทุนเพิ่มขึ้น  การจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้น  ผลผลิตเพิ่มจนรายได้ประชาชาติสูงขึ้น  เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืด